สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 3
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 211
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 558,415
25 ตุลาคม 2557
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
   
10  11 
12  13  14  15  16  17  18 
19  20  21  22  23  24  25 
26  27  28  29  30  31   
             
    บทความดีๆ จากดีโฟ
บุคลิกภาพเพื่อการพัฒนา โดย ยงยุทธ พีรพงศ์พิพัฒน์
 
บุคลิกภาพเพื่อการพัฒนา
(Leadership Development)

 1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับบุคลิกภาพ
     -       ความหมาย
     -       ความสำคัญ
 -       ประโยชน
                    -      ขอบข่ายที่ควรสนใจ
            2. ธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์
                      -       ธรรมชาติของมนุษย์
                             -      ความต้องการของมนุษย์
          -     การรู้จักตนเอง
3. เทคนิคการสร้างบุคลิกภาพ
                                      -     รู้จักลักษณะมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
                -     พัฒนาบุคลิกภาพ
                -     พัฒนาการสื่อสาร
      -     พัฒนาเทคนิคการสร้างมนุษยสัมพันธ์
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
บุคลิกภาพเพื่อการพัฒนา
อ.ยงยุทธ พีรพงศ์พิพัฒน์
 
1. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับบุคลิกภาพ
 
                   ท่ามกลางการแข่งขันในเชิงธุรกิจและการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ องค์กรหลาย ๆ แห่งได้พยายามที่จะดำเนินการให้ได้ผลผลิตและบริการที่ดีที่สุด ด้วยการดำเนินงานในด้านการจัดการหลาย ๆ วิธี ตามทัศนคติ ความเชื่อและค่านิยมของผู้บริหารในองค์กรนั้น ๆ เพื่อแสวงหาวิธีที่จะผลักดันให้บุคลากรเพิ่มผลผลิตให้มากที่สุด จากประวัติศาสตร์ของวงการบริหารที่คิดค้นหาวิธีที่จะทำให้คนงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล นับตั้งแต่วิธีการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ของ เฟรดเดอริค เทย์เลอร์ ที่พยายามใช้สภาพแวดล้อม วิธีการทำงานที่แบ่งให้คนทำงานเป็นอย่างๆ(Specialization) การให้รางวัลตามจำนวนชิ้นที่ทำได้   (Piece-rate)   เพื่อให้คนทำงานทุ่มเทให้กับองค์การโดยมองมนุษย์เหมือนเครื่องจักร จนมาถึงแนวคิดของ เอลตัน เมโย ที่ให้ความสำคัญกับการเอาใจใส่คนงาน ใช้หลักการของมนุษยสัมพันธ์ โดยมองมนุษย์เป็นผู้มีชีวิตจิตใจ  จากแนวคิดนี้ก็ทำให้คนงานเพิ่มผลผลิตได้เพิ่มขึ้น และมาในระยะปัจจุบันนักบริหารก็ได้นำแนวคิดทั้ง 2 รูปแบบมาผสมผสานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับการให้ความสำคัญกับคนทำงานมากขึ้น โดยถือว่าคนทำงานเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่ามากที่สุดในองค์กร 
                   จากการวิจัยส่วนมากพบว่าสาเหตุที่ทำให้บุคคลล้มเหลวในการทำงาน ไม่ได้เลื่อนฐานะ ถูกปลดออกจากงาน เพราะขาดความสามารถในการเข้ากับคนมากกว่าขาดความรู้ สถาบันเทคโนโลยี คาร์เนกี ได้วิเคราะห์ประวัติของบุคคลถึงหมื่นคน พบว่าการฝึกอบรมทางด้านเทคนิค มันสมองและทักษะในการทำงานนั้น ทำให้คนประสบความสำเร็จเพียง 15 % เท่านั้น แต่ปัจจัยด้านบุคลิก การปฏิบัติต่อผู้อื่น ทำให้คนประสบผลสำเร็จถึง 85 % หรือการศึกษาของสมาคมการจัดการของสหรัฐอเมริกาก็เคยทำการศึกษาผู้ที่ถูกไล่ออกจากงานจำนวน 4,000 รายจาก 76 บริษัท พบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกไล่ออกสาเหตุเนื่องมาจากเหตุทางบุคลิกภาพ ปัจจัยด้านบุคลิกภาพจึงมีความสำคัญที่มีผลต่อผลผลิตขององค์กรอยู่ไม่น้อย การมีบุคลิกภาพที่ดีจึงมีความจำเป็นสำหรับพนักงานตั้งแต่ระดับต่ำที่สุดจนถึงระดับบริหารสูงสุด 
 
          1.1 ความหมาย
 
                   George Shinn ได้ให้ความหมายของบุคลิกภาพว่า หมายถึงสิ่งที่ทำให้คุณมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว เป็นวิถีแห่งความคิดและการกระทำ ซึ่งอาจแสดงออกโดยการแต่งกายที่สังเกตได้ชัดเจน บุคลิกภาพรวมไปถึงลักษณะนิสัย พฤติกรรม อารมณ์และสภาพจิตใจ ซึ่งจะสังเกตได้จากการที่ได้ติดต่อสื่อสารกัน
                   ดังนั้นบุคลิกภาพคงมีความหมายครอบคลุมตั้งแต่ภาพพจน์ภายนอกอันหมายถึงรูปลักษณ์ เช่น การแต่งกาย ทรงผม ใบหน้า เสื้อผ้า สุขภาพ ฯลฯ และ บุลิกภาพที่อยู่ภายในอันหมายถึงวิถีความคิด เช่น ความเชื่อมั่น แรงจูงใจ ภาวะความเป็นผู้นำ ฯลฯ
 
          1.ความสำคัญ
                   ในโลกของการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ศักยภาพและความสามารถที่ควรมี (Competencies) ของคนทำงานหรือของผู้ที่จะประสบผลสำเร็จจะต้องมีมากขึ้น(Broad Knowledge) หลากหลายขึ้น (Multiple Skill) และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น (Professional) เพื่อให้เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังมาถึง ดังนั้นบุลิกภาพซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาในด้านอื่นของมนุษย์จึงยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนา ทั้งนี้ไม่เพียงเพื่อต้องการความสำเร็จในการทำงานของตัวเองเท่านั้น แต่บุคลิกภาพที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญในการคบค้าสมาคมกับเพื่อนๆ เพื่อสนองความต้องการพื้นฐานต่างๆของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์มีพื้นฐานความต้องการหลายๆด้าน เช่น
                   1. ความว้าเหว่ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมจะอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ จะรู้สึกเหงาจึงต้องมีเพื่อนเพื่อให้รู้สึกว่ามีคนอยู่รอบข้าง ไม่โดดเดี่ยว
                   2. ความรัก เพราะมนุษย์มีความรู้สักรักและอยากให้ผู้อื่นรัก จึงต้องสัมพันธ์กัน
                   3. ความปลอดภัย เพราะบุคลิกภาพที่ดีจะนำพาให้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ซึ่งจะทำให้มนุษย์ช่วยเหลือกันได้ การมีเพื่อนทำให้รู้สึกปลอดภัย
                   4. การปฏิบัติงาน เพราะมนุษย์ไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว เช่น สมมติว่าในการสร้างบ้านต้องใช้คนทำงานที่มีทักษะหลาย ๆ ด้าน จำนวน 8 คน ดำเนินการเสร็จใน 5วัน หากใช้คน 1 คน อาจไม่สามารถทำได้สำเร็จเลยเพราะอาจจะตอกเสาเข็มไม่ได้ ยกของหนัก ๆ คนเดียวไม่ได้ ฯลฯ เป็นต้น จึงต้องมีการรวมตัวกันและสร้างพลัง (Synergy) จากสิ่งที่เรามีร่วมกันได้
         
          1.3 ประโยชน์
                   การมีบุคลิกภาพที่ดีจะทำให้มนุษย์สามารถได้ประโยชน์หลายอย่างเช่น
   1.    ทำให้เกิดความราบรื่นในการมีสัมพันธ์กับบุคคลอื่น   
2.    ทำให้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาด้านอื่นๆ
                             3.    ทำให้มีโอกาสประสบผลสำเร็จในการทำงานตามเป้าหมายมากขึ้น
4.    ทำให้เกิดความร่วมมือและทำงานอย่างมีความสุข
 
          1.4  ขอบข่ายที่ควรสนใจ
                   หัวข้อที่สำคัญด้านการพัฒนาบุคลิกภาพเกี่ยวข้องกับเรื่องของการการพัฒนาบุคลิกภาพ ภาพพจน์ รูปลักษณ์ สื่อสาร (Communication) การจูงใจ (Motivation) ความรับผิดชอบ (Resposibility) การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relations) ฯลฯ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการบรรยายแก่กลุ่มนักศึกษาในครั้งนี้มีเวลาค่อนข้างจำกัด ผู้บรรยายจึงจะเน้นเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเช่น การแต่งกาย แต่เพียงเล็กน้อย ทั้งนี้นักศึกษาอาจสามารถหาเอกสารเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ไม่ยากนัก แต่จะเน้นเรื่องบุคลิกภาพ อันหมายถึง ลักษณะอุปนิสัย ความคิด มากกว่า เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าพื้นฐานของตนเอง และสามารถนำสิ่งที่จะค้นพบมาพัฒนาตนเองต่อไปได้ 
 
2. ธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์
               
                   ก่อนที่จะเริ่มมาทำความเข้าใจเรื่องของรูปลักษณ์และบุคลิกภาพ อยากให้นักศึกษาได้เข้าใจพื้นฐานและธรรมชาติของมนุษย์ก่อน เพราะหากเราเข้าใจว่าโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นอย่างไร ต้องการอะไร เราก็สามารถที่รู้ทิศทางเพื่อที่จะพัฒนาบุคลิกภาพของเราไปสู่การเป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด
               
          2.1 ธรรมชาติของมนุษย์
                   1. มนุษย์มีความแตกต่างกัน   (Individual Differences) : มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งในด้านของรูปร่างหน้าตาท่าทาง (Appearance) พฤติกรรม (Behavior) อารมณ์ (Emotion)   หรือแนวความคิด (Concept) ความเชื่อ ค่านิยม (Value) ความถนัด (Aptitude) ความสามารถ (Ability) สุขภาพ (Health) รสนิยม (Taste)   ฯลฯ สาเหตุสำคัญของความแตกต่างกันของมนุษย์อาจเนื่องมาจาก 
                   - กรรมพันธุ์ (Heredity) คือการสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งถ่ายทอดมาทางรูปร่างหน้าตา ความเฉลียวฉลาด (และแม้จะยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันว่ากรรมพันธ์มีผลต่อความเฉลียวฉลาดของมนุษย์มากแค่ไหน แต่ก็เป็นที่เชื่อว่ากรรมพันธ์มีผลมากกว่า 50 % )
                   - สิ่งแวดล้อม (Environment) คือการได้รับการถ่ายทอดจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เช่น จากเพื่อนบ้าน ภาพยนตร์ ดนตรี ครู หัวหน้า ลักษณะเหล่านี้มีผลต่อการเลียนแบบต่อ ความคิด ความเชื่อ และค่านิยม การแต่งกาย และนิสัยได้
                   - การกระทำ (Behavior) คือ การประพฤติปฏิบัติของตนเองแล้วได้รับการตอบสนองจนทำให้ประพฤติปฏิบัติอยู่บ่อย ๆ เช่น ทำอะไรผิดกฏเกณฑ์เสมอ แต่ได้รับผลสำเร็จ จะทำให้พฤติกรรมเช่นนั้นคงอยู่ หรือแต่งตัวสวยแล้วมีคนชมก็จะชอบแต่งตัวเช่นนั้น
                   - วัย (Age) คือการเปลี่ยนตามประสบการณ์ที่ได้รับตามวัย เช่นวัยรุ่นมักจะคึกคนองกว่าคนที่อายุมาก เพราะในกลุ่มตนนิยมคนกล้าหาญและยังไม่มีประสบการณ์ถึงความเสียหายจากการคึกคนองมากนัก
                   - ความแข็งแรง คือ สภาพร่างกายที่แข็งแรงทำให้มีความเชื่อมั่น ขณะที่ผู้ที่อ่อนแอเป็นโรคภัยไข้เจ็บบ่อยก็มักจะไม่มั่นใจเพราะมีโรคภัยไข้เจ็บมารบกวนบ่อย ๆ
                   - การอบรมสั่งสอน การศึกษา คือ การกล่อมเกลา (Socialization) ของผู้อยู่ก่อนจะถูกถ่ายทอด ผู้ที่ทำได้ก็จะได้รับการยอมรับจากกลุ่ม ผู้ที่ฝ่าฝืนก็จะได้รับการลงโทษในรูปแบบต่างๆ ซึ่งการอบรมสั่งสอนนี้ทำให้มนุษย์มีขนบธรรมเนียม ประเพณี และอารยธรรมสืบต่อกันมา
                   - เพศ คือ ความแตกต่างกันของความเป็นเพศชาย เพศหญิง มีผลต่อความหวั่นไหว ท่าทาง และการแสดงออกแตกต่างกัน
                   - เชื้อชาติ คือ ลักษณะต่าง ๆ เช่นสีผม รูปร่าง หน้าตาแตกต่างกัน
                   - ถิ่นกำเนิด คือ คนทางภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน หรือคนที่อาศัยอยู่ริมทะเลกับคนที่อยู่ถิ่นทุรกันดาร มีบุคลิกภาพ นิสัยใจคอแตกต่างกัน
                   นอกจากนี้ ฐานะทางเศรษฐกิจ ศาสนา ภาษา กฏหมาย อิทธิพลกลุ่ม ลำดับการเกิด ล้วนมีอิทธิพลต่อมนุษย์และทำให้มนุษย์แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่ดีและถูกต้องสำหรับคนหนึ่ง สังคมหนึ่ง อาจจะไม่ถูกต้องสำหรับอีกคนหนึ่ง หรือสังคมหนึ่ง เราจึงควรเข้าใจประเด็นที่แตกต่างกันนี้ในปริบทแรกก่อน เพื่อจะได้ไม่คับข้องใจมากเมื่อเราได้ปฏิบัติสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดเหมาะที่สุด แต่บุคคลอื่นอาจคิดว่าใช้ไม่ได้ ก็ไเป็นไปได้
                   2. มนุษย์มีความแตกต่างกันโดยรวม (A Whole Person) : มนุษย์เรานั้นมีองค์ประกอบหลายด้านที่รวมกันเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เช่น มีรูปร่าง อารมณ์ ความคิด ค่านิยม พฤติกรรม ฯลฯ ลักษณะที่แตกต่างกันรวมกันเป็นบุคคล เช่น บางคนหน้าตาสวยงาม แต่อารมณ์ร้าย บางคนรูปหล่อ อารมณ์ดี ฯลฯ การที่เราจะสร้างความสัมพันธ์ต้องเข้าใจว่าทั้งหมดคือตัวเขา   จะแยกเป็นอย่าง ๆ ไม่ได้ เช่น อยากคุยด้วยแต่ไม่อยากมองหน้า ก็จะทำให้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้ อยากติดต่อเฉพาะเรื่องงานไม่พูดเรื่องส่วนตัวเลย ก็จะทำให้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้เช่นกัน เป็นต้น  
                   3. พฤติกรรมของมนุษย์มีสาเหตุ (Caused Behavior Motivation) : พฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกมานั้นมีสาเหตุจากแรงจูงใจในขณะนั้น ๆ เช่น กินข้าวเพราะหิวหรือเพราะเพื่อนชวนไปกิน   ไปตีกอล์ฟเพราะต้องการออกกำลังกายหรือต้องการสมาคมกับคนอื่น ฯลฯ นักจิตวิทยาเชื่อว่าการที่มนุษย์จะแสดงพฤติกรรมใด ๆ ออกไปเป็นเพราะได้รับการกระตุ้น (Stimulus) จากความต้องการหรือการเร้าทั้งภายในหรือภายนอก พฤติกรรมของมนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น เคยเกลียดนาย ก. แต่อาจจะกลับมาชอบนาย ก. ในภายหลังก็ได้ เคยทุ่มเทให้กับองค์กร แต่อาจจะทำงานเช้าชามเย็นชามก็ได้ ฯลฯ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่จะกระตุ้นเร้าให้เกิดพฤติกรรมในลักษณะนั้น ๆ 
                   4. มนุษย์มีศักดิ์ศรี (Human Dignity) : ศักดิ์ศรีเกิดจากความรู้สึกของมนุษย์ ศักดิ์ศรีแสดงถึงความมีอารยธรรม ศักดิ์ศรีจึงทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ เช่น ต้องการให้คนพูดเพราะ ๆ ต้องการการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ต้องการให้คนฟังเวลาพูดต้องการได้รับคำชม มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีมากน้อยแตกต่างกัน 
                   ธรรมชาติของมนุษย์เป็นเรื่องที่เข้าใจและรู้ได้ แต่เรามักจะลืมเรื่องง่ายเช่นนี้ เช่นพ่อแม่ตีลูกเล็กๆ เมื่อทำแก้วแตก ทั้งๆ ที่รู้ว่าลูกมีนิ้วมือเล็กมากยังไม่สามารถจับแก้วได้ดีพอ แต่ในช่วงเวลาที่ลงโทษลูกนั้นเพราะอารมณ์โมโห และใช้ความคิดของตัวเองเป็นตัวตัดสินมากกว่าจะเข้าใจว่าลูกยังเล็ก ยังไม่เข้มแข็ง หรือ สามีพูดกับภรรยาไม่เพราะทั้ง ๆ ที่รู้ว่าภรรยาชอบให้ชม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของการไม่รู้ แต่เป็นเพราะไม่ได้คิดถึงประเด็นเหล่านี้ หรือลืมประเด็นเหล่านี้ไป การที่เราจะพัฒนาบุคลิกภาพจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่เราจะต้องระลึกถึงพื้นฐานเหล่านี้เสมอ เพื่อให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลที่แตกต่างกันได้ในแต่ละสถานกาณ์
 
          2.2 ความต้องการของมนุษย์
                   การทราบความต้องการของตนเองและผู้อื่นเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้เราติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่มีภาษิตว่าไว้ “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” ผู้บรรยายจึงได้นำเรื่องนี้มาเพื่อให้นักศึกษาได้อ่านเป็นพื้นฐานของหลักสูตรนี้ อย่างไรก็ตามผู้บรรยายทราบว่านักศึกษาเกือบทั้งหมดคงได้เรียนหัวข้อนี้ในสถาบันฯมามากแล้ว จึงจะไม่ได้บรรยายหัวข้อนี้ในการบรรยาครั้งนี้ (หากสนใจรายละเอียดสามารถหาอ่านได้จากวิทยานิพนธ์ ของยงยุทธ พีรพงศ์พิพัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
นักจิตวิทยาได้กล่าวถึงความต้องการของมนุษย์ในเชิงของทฤษฎีแรงจูงใจ (Theories of Motivation) ซึ่งมีแนวความคิดที่หลากหลายโดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ
                   1. กลุ่มทฤษฎีทางด้านกระบวนการ (Process Theories) กลุ่มนี้ว่าทำไมหรือเพราะอะไรมนุษย์จึงกระทำพฤติกรรมนั้น เช่น นาย ก.ไม่ไปสัมนาต่างจังหวัดเพราะเขาไม่ชอบหัวหน้าฝ่ายบุคคล หรือ ไปลงเรือเพราะรถติด ฯลฯ โดยนักคิดในกลุ่มนี้แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ
                   กลุ่มที่ 1 ทฤษฎีสิ่งเร้า-การตอบสนอง (ทฤษฎีแรงขับ) โดย Hull( 1943) เชื่อว่า พฤติกรรมเป็นผลจากการรวมกันของแรงขับและการกระทำจนเป็นนิสัย (Behavior = Drive x Habit strength) 
                   กลุ่มที่ 2 ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory) โดย Lewin (1938) Toleman (1932) Atkinson (1964) เชื่อว่า พฤติกรรมจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์มีแนวคิดและคาดหวังว่าผลแห่งการกระทำเป็นเช่นใด เช่นคิดว่ามาทำงานเช้าแล้วหัวหน้าจะชม จึงมาทำงานเช้า
                   กลุ่มที่ 3 ทฤษฎีความเป็นธรรม (Equity Theory) โดย Adams เชื่อว่า พฤติกรรมจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เปรียบเทียบแล้วว่า มันคุ้มกับการลงแรงที่จะทำ หรือเมื่อเปรียบเทียบกับอย่างอื่นหรือคนอื่นแล้วมันคุ้มกับผลที่จะออกมาแค่ไหน
                   2. กลุ่มทฤษฎีทางด้านเนื้อหา (Content Theories) กลุ่มนี้เชื่อว่าหรืออะไรเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ สิ่งนั้นเป็นแรงจูงใจให้มนุษย์เกิดพฤติกรรม เช่น
                   ทฤษฎีลำดับขั้นของมาสโลว์ ( Hierarchy Needs, 1954) ได้แบ่งความต้องการของมนุษย์ เป็น 5 ระดับคือ
                   1. ความต้องการด้านสรีระวิทยา (Physiological Needs) คือ ความต้องการปัจจัย 4 ทั้งในด้านอาหาร เครื่องนุ่ง ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การนอน การหายใจ ต้องการมีชีวิตให้คงอยู่ ความต้องการทางเพศ อันเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
                   2. ความต้องการความมั่นคง (Security Needs) คือ ภายหลังจากการได้รับการตอบสนองด้านสรีระแล้ว มนุษย์จะต้องการความปลอดภัยทั้งจากการถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกขโมยทรัพย์สิน ความมั่นคงในการทำงาน
                   3. ความต้องการด้านสังคม (Social Needs) คือ นอกจากความปลอดภัยทางด้านร่างกายแล้ว ยังต้องการความรักความอบอุ่น การยอมรับจากสังคม (Belonging Needs) เป็นลำดับขั้นต่อมา
                   4. ความต้องการเกียรติยศ (Esteem Needs) คือ ความต้องการความภาคภูมิใจ การยกย่อง ที่แสดงถึงการเป็นผู้มีความรู้ความสามารถของตนเอง
                   5. ความต้องการความสำเร็จแห่งตน (Self-Actualization Need) คือ ความต้องการในระดับสูงสุดที่ต้องการทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จตามความนึกคิดของตน
                   ความต้องการต่าง ๆ ของมนุษย์ตามแนวคิดของมาสโลว์จะเป็นไปตามลำดับขั้น ซึ่งมาสโลว์ยังมีระดับ 6 -7 อีก ซึ่งแสดงถึงความต้องการสุดท้ายที่บรรลุถึงสัจจธรรม ที่ทำให้คนพอใจสิ่งที่มีอยู่ดังเช่นภาษิตที่ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ แต่มักไม่รับการกล่าวถึงเท่าใด
                   ทฤษฎีความสำเร็จของแมคคลีแลนด์ (McClelland, 1953) ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์มีแรงจูงใจ 3 ประการคือ 
                   1. แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (need for achievement)
                   2. แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ (need for affiliation)
                   3. แรงจูงใจใฝ่อำนาจ (need for power)
                   ทฤษฎีสององค์ประกอบของเฮีร์ซเบิร์ก (Two Factor Theory) ซึ่งเชื่อว่ามี 2องค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อแรงจูงใจคือ องค์ประกอบภานนอก (Extrinsic Factors) เช่น ค่าจ้าง เงินเดือน ความมั่นคง ความสัมพันธ์ สถานภาพ ฯลฯ มีผลให้คนมีความคับข้องใจหากได้รับไม่พอต่อความต้องการ แต่หากได้รับแล้วก็จะรู้สึกเฉย ๆ องค์ประกอบที่สองคือองค์ประกอบภายใน (Intrinsic Factors) เช่น การได้รับการยอมรับ ความก้าวหน้า ลักษณะงาน ความรับผิดชอบ ความสัมฤทธิ์ผล ฯลฯ มีผลให้คนทำงานมีความพึงพอใจ แต่หากไม่ได้รับสิ่งนี้ก็จะรู้สึกเฉย ๆ ซึ่งแสดงได้ดังภาพนี้
 
(Extrinsic Factors)                           เฉย                           (Intrinsic Factors) 
 
 
         
          2.3 การรู้จักตนเอง
 
          1. รู้จักบุคลิกภาพของตัวเอง   หลักสำคัญในการพัฒนามนุษยสัมพันธ์นั้นต้องเริ่มจากการการพัฒนาตัวเอง และการพัฒนาตนเองต้องทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมาว่าเป็นคนมีบุคลิกภาพอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง มีความสามารถ ความถนัดและความเชี่ยวชาญในเรื่องใด การตอบคำถามดังกล่าวจะทำให้เราได้รู้จักตัวเอง โจฮารี่ ได้เสนอว่าบางครั้งมนุษย์เราก็สามารถบอกตัวเองได้ว่าเป็นคนเช่นใด แต่บางครั้งก็บอกไม่ได้ ต้องอาศัยข้อเสนอแนะของคนอื่น และบางครั้งคนอื่นก็บอกไม่ได้ เขาได้เสนอแนวคิดเป็นรูปหน้าต่างดวงใจ ซึ่งเรียกว่า The Johari Window ดังนี้ 
 
 
 
 
                                                           ตนเองทราบ             ตนเองไม่ทราบ
 
ผู้อื่นทราบ
 
บริเวณเปิดเผย
1
 
บริเวณจุดบอด
3
 
ผู้อื่นไม่ทราบ
 
 
บริเวณซ่อนเร้น
2
 
บริเวณเร้นลับ
4
 
                   บริเวณเปิดเผย (Open Area) เป็นบริเวณของพฤติกรรมที่บุคคลจะเปิดเผยต่อผู้อื่น และในขณะเดียวกันบุคคลจะรับรู้พฤติกรรมของผู้อื่นด้วย ทำให้บุคคลทราบถึงการกระทำและจุดมุ่งหมายของกันและกัน เช่น บุคคลหนึ่งจะแสดงท่าทางนิ่งเงียบหรือนิ่งเฉยเมื่อเกิดความไม่พอใจ การแสดงเช่นนี้จะเกิดขึ้นเสมอเมื่อบุคคลนั้นเกิดความไม่พอใจ ดังนั้นเมื่อบุคคลแสดงพฤติกรรมดังกล่าวออกมาก็เป็นที่ทราบได้ว่าบุคคลนั้นไม่พอใจ เป็นต้น บริเวณเปิดเผยจะกว้างถ้าบุคคลรู้จักและสนิทสนมกันดี แต่บริเวณเปิดเผยจะแคบถ้าบุคคลเริ่มรู้จักกัน
                   บริเวณซ่อนเร้น (Hidden Area) เป็นบริเวณของพฤติกรรมที่บุคคลหรือตนเองทราบ แต่เก็บซ่อนไว้ในใจไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นทราบ ดังนั้นเมื่อบุคคลติดต่อหรือเกี่ยวข้องกับคนอื่นบุคคลย่อมทราบพฤติกรรมของตนเองดี แต่บุคคลอื่นอาจไม่ทราบพฤติกรรมบางอย่างของบุคคลนั้น เพราะเขาซ่อนเร้นไว้ ยกเว้นถ้าบุคคลนั้นสนิทสนมกันก็จะลดบริเวณซ่อนเร้นให้น้อยลง เช่น เด็กวัยรุ่นสาว ๆ ที่มีแฟนมักจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับแฟนของเธอให้กับเพื่อนหญิงด้วยกัน หรือเพื่อนร่วมงานนำเรื่องครอบครัวมาเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟัง เป็นต้น
                   บริเวณจุดบอด (Blind Area) เป็นบริเวณของพฤติกรรมที่บุคคลได้แสดงออกอย่างเปิดเผยให้ผู้อื่นทราบ โดยที่ตนเองมิได้ตั้งใจหรือไม่ทราบหรือไม่รู้ตัว เช่น บางคนพูดพร้อมกับยักคิ้ว หรือพูดในขณะมีกลิ่นปาก ถ้ามีความสนิทสนมกันเพื่อนอาจจะช่วยลดบริเวณจุดบอดของตนเองให้ลดลงได้
                   บริเวณเร้นลับ (Unknown Area) เป็นบริเวณของพฤติกรรมที่บุคคลก็ไม่ทราบและผู้อื่นที่เกี่ยวข้องก็ไม่ทราบ แต่บริเวณเร้นลับจะถูกเปิดเผยถ้าบุคคลได้เกี่ยวข้องและติดต่อสัมพันธ์กัน เช่น บุคคลที่คบกันเป็นเพื่อนสังเกตเห็นความสามารถในด้านช่างจึงแนะนำให้ไปเรียนด้านช่าง ทำให้เพื่อนประสบผลสำเร็จ เป็นต้น
                   หน้าต่างโจฮารีแสดงให้เห็นว่ายังมีปัจจัยอีกหลาย ๆ ด้านที่เราจะต้องค้นหาตัวเอง ทั้งจากการสังเกตุ จากการสอบถามคนอื่น และการปรับปรุงตนเอง เพื่อให้ตัวเองได้พัฒนาขึ้น ในการทบทวนตัวเองนั้นนักจิตวิทยาได้สร้างเครื่องมือวัดต่าง ๆ เช่นเครื่องมือวัด IQ เครื่องมือวัดความถนัด เครื่องมือวัดบุคลิกภาพ ฯลฯ เพื่อช่วยให้เราค้นหาตัวเอง ซึ่งเราอาจทดสอบบุคลิกภาพของตัวเองได้จากแบบวัดที่แสดงลักษณะบุคลิกภาพหลาย ๆ ด้านที่มีในตัวเอง เช่น คาร์ล จี จุง (Carl G. Jung) แบ่งบุคลิกลักษณะของคนเราเป็น 3 ประเภทคือ
                             1. พวกชอบแสดงตัว (Extrovert หรือ Over Expression) พวกนี้ชอบแสดงตัว เจ้ากี้เจ้าการในเรื่องต่าง ๆ กระฉับกระเฉง พูดดังฟังชัด ชอบทำตัวเด่น ชอบเป็นผู้นำหรือหัวหน้า พูดคุยเก่ง โอ้อวด มีลักษณะเปิดเผยชอบสังคม มีบุคลิกคล่องแคล่ว ว่องไว ร่าเริง 
                             2. พวกชอบเก็บตัว (Introvert หรือ Under Expression) ตรงข้ามกับพวกแรกทุกกรณี คือ ขี้อาย ไม่กล้าที่จะแสดงตนเองออกมา เงียบขรึม ชอบอยู่คนเดียว เป็นคนช่างคิด พูดน้อย ชอบอยู่เฉย ๆ เงียบ ๆ มีลักษณะเก็บตัวไม่ชอบสังคม
                             3. พวกกลาง ๆ (Ambivert หรือ Normal Expression) พวกนี้อยู่กึ่งกลาง รู้จักปรับตัวได้
                   นอกจากนี้ยังมีบุคลิกภาพอีกหลายรูปแบบตามแนวคิดของนักจิตวิทยา ซึ่งสามารถประมวลลักษณะบุคลิภาพของคนทำงานตามแบบได้เป็น 15 ลักษณะสำคัญ ๆดังนี้
                             1. ลักษณะเป็นช้างเท้าหน้า (DOMINANCE)
                             2. ลักษณะกล้ายืนหยัดเรียกร้อง (ASSERTIVENESS)
                             3. ลักษณะต้องการความสำเร็จ (ACHIEVEMENT)
                             4. ลักษณะมีความเป็นระเบียบ (ORDER)
                             5. ลักษณะมีความเป็นตัวของตัวเอง (AUTONOMY)
                             6. ลักษณะต้องการเป็นที่ยอมรับ (AFFILIATION)
                             7. ลักษณะชอบอภิบาลคนอื่น (NURTURANCE)
                             8. ลักษณะมีความอดทน (ENDURANCE)
                             9. ลักษณะสุขุมใจเย็น (CALM)
                            10. ลักษณะมีความคิดริเริ่ม (INITIATIVENESS)
                            11. ลักษณะชอบสังคม (SOCIABILITY)
                            12. ลักษณะมีความรับผิดชอบ (RESPONSIBILITY)
                            13. ลักษณะมีความซื่อสัตย์ (HONESTY)
                            14. ลักษณะการมีทัศนคติเชิงบวก (POSITIVE ATTITUDE)
                            15. ลักษณะการควบคุมตนเอง (SELF-CONTROL)
                    นอกจากบุคลิกภาพแล้วยังต้องทบทวนด้านอื่น ๆ เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ ความสามารถ ความสนใจ นิสัย สุขภาพและศักยภาพ ความรู้ ครอบครัว ร่างกาย ฯลฯ เพราะในการพัฒนามนุษยสัมพันธ์ต้องมีการเรียนรู้ (to know) แล้วจึงจะเข้าใจ (to understand) แล้วจึงยอมรับ (to accept) เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ 
 
                   2. รู้จักการวิเคราะห์การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล (Transaction Analysis) อีริค เบิร์น (Dr. Eric Berne) จิตแพทย์ชาวอเมริกา   ได้วิเคราะห์การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาพบกัน แต่ละบุคคลจะมีลักษณะ 3 แบบ ดังนี้
                   1. บุคลิกภาพของคนที่ทำตัวคล้ายพ่อแม่หรือผู้ปกครอง (Parent Ego-State) ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ
                   - แบบตำหนิ ดุด่า ว่ากล่าว สั่งสอน ตักเตือน ขู่บังคับ เรียกว่า Critial Parent (CP)
                   - แบบประคับประคองช่วยเหลือ ปลอบโยน   ห่วงใย ให้กำลังใจ เรียกว่า Nurturing Parent (NP)
                   เบิร์น สรุปว่า ในระยะ 5 ปีแรกของชีวิตเด็ก เด็กจะรวบรวมและบันทึกเหตุการณ์ที่ได้เห็น ได้ยิน จากการกระทำของบิดามารดา แล้วลอกเลียนแบบมาปฏิบัติ ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวจึงมีความสำคัญมากที่จะเป็นต้นแบบสำหรับเด็ก
                   2. บุคลิกภาพแบบเด็ก (Child Ego-State) ซึ่งมี 2 ลักษณะ
                   - ลักษณะที่เป็นธรรมชาติ คือ มีความสนุกสนานเป็นตัวของตัวเอง ร่าเริง กระตือรือร้น มีความคิดเพ้อฝันสร้างวิมาน อยากรู้อยากเห็น ช่างเล่น เรียกว่า เด็กปกติ (Natural Child- NC)
                   - ลักษณะเด็กที่ปรับมาแล้ว คือ ไม่เป็นตัวของตัวเอง พึ่งพาคนอื่น ไม่กล้าตัดสินใจ เรียกว่า เด็กมีปัญหา (Adapted Child-AC)
                   3. บุคลิกภาพแบบผู้ใหญ่ (Adult Ego-State) ซึ่งจะมีความเป็นเหตุ-ผล มีจุดมุ่งหมาย มีการใคร่ครวญตามข้อเท็จจริง ไม่ใช้อารมณ์ อยู่ในโลกของความเป็นจริง
                   ชนิดของการติดต่อ มี 2 แบบ คือ
                   -  แบบเป็นมิตร
[B1]                             P                 P                 P                 P
                             A                A                A                A
                             C                C                C                C
                   การติดต่อของคนทั้งสองจะดำเนินไปเรื่อย ๆ ด้วยลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย เมื่อการติดต่อเสร็จสิ้นลงทั้งสองฝ่ายจะเกิดความรู้สึกพึงพอใจ ประทับใจ ไม่ขุ่นข้องหมองใจหรือโกรธแค้นกัน
                   - แบบไม่เป็นมิตร
                             P                 P                 P                 P
                             A                A                A                A
                             C                C                C                C
                   การติดต่อแบบนี้พูดกันไม่รู้เรื่อง ถามอย่างตอบอย่าง อาจถึงขั้นทะเลาะวิวาท และเป็นศัตรูกันได้
 
                   3.  รู้จักจุดยืนแห่งชีวิต (Life Position)
                   โดยปกติมนุษย์จะมีจุดยืน 4 แบบ คือ
                                                                       I AM
                                                          OK                       NOT OK
 
                   OK
 
YOU ARE
 
I’m OK
Yor’re OK
 
 
 
I’m NOT OK
You’re OK
 
            NOT OK
 
I’m OK
You’re NOT OK
 
 
 
I’m NOT OK
You’re NOT OK
                   หากมีจุดยืนแห่งชีวิตแบบใด จะมีผลต่อการสร้างความสัมพันธ์ นักจิตวิทยาเชื่อว่าจุดยืนแบบ I’m OK You’re OK เป็นจุดยืนที่จะทำให้มนุษย์พัฒนาตัวเองและสร้างความสัมพันธ์ได้ดีที่สุด
 
3. เทคนิคการพัฒนาบุคลิกภาพ
          1. รู้ลักษณะของมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ธำรงศักดิ์ หมื่นจักร์ ดร.(2530) ได้เสนอลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีลักษณะดังนี้
                   1. หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นตลอดเวลา
                   2. เต็มใจทำงานร่วมกับคนอื่น ไม่หลบหนีสังคม
                   3. มีจิตใจกว้างขวาง พร้อมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
                   4. ยินดีเสียสละผลประโยชน์หรือความสุขส่วนตัวเพื่อผลงานส่วนรวม
                   5. เรียนรู้นิสัยใจคอผู้อื่นเพื่อพัฒนาตนเอง
                   6. เต็มใจเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของเพื่อนร่วมงาน
                   7. เสนอตัวเข้าช่วยงานโดยไม่คิดว่าเป็นการเสียเปรียบหรือเหนื่อยยาก
                   8. ให้คำแนะนำช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาด้วยความเต็มใจ
                   9. คบหาผู้อื่นเท่าเทียมกันด้วยบริสุทธิ์ใจ
                  10. มีน้ำใจในโอกาสต่าง ๆ
 
 
                   กฤษณา ศักดิ์ศรี (2534) ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพที่ผู้อื่นจะมอง 7 ประการ คือ
                   1. The way you look
                   2. The way you dress
                   3. The way you talk
                   4. The way you walk
                   5. The way you acts
                   6. The skill with which you do thing
                   7. Your health
 
        2.  พัฒนาบุคลิกภาพ โดยต้องระลึกเสมอว่าบุคลิกภาพไม่ได้หมายถึง ความหล่อความงาม แต่หมายถึงสิ่งที่เราสร้างสรรค์กันได้ ซึ่งเราสามารถสร้างบุคลิกอันน่าประทับใจ (Magnetic Personality) ได้ดังนี้
                   1. มีความมั่นใจในตัวเอง (Confidence)
                   2. รู้จักชอบคนอื่น (Like People)
                   3. แคล่วคล่องว่องไว (Be Alert and Active)
                   4. ตรงต่อเวลา (Punctuality)
                   5. ควบคุมตนเอง (Self Control)
                   6. รู้จักกาละเทศะ (Tact)
                   7. รู้จักเอาใจใส่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ (Compliment) เช่น วันเกิด ขอบคุณ ขอโทษ
                   8. เอาใจเขาใส่ใจเรา (Be Considerate)
                   9. ดูแลสภาพร่างกาย (Appearance)
                  10. มีชีวิตชีวา (Motion Create Emotion)
 
          3. พัฒนาการสื่อสาร ทั้งการสื่อสารในเชิงวัจนะ (Verbal Communication) อันหมายถึงภาษาพูดภาษาเขียน ให้มีความชัดเจนในถ้อยคำ ไม่กำกวม ไม่เล่นลิ้น ไม่สองแง่สองมุม มีความนุ่มนวลของถ้อยคำ มีชีวิตชีวา และการสื่อสารในเชิงอวัจนะ (Non-verbal Communication) อันหมายถึงพฤติกรรมของเสียง (Para Languauge) สายตา (Eye Contact) การแสดงสีหน้า (Facial Expression) การแสดงอากัปกิริยา (Gestures) ช่องว่างระหว่างบุคคล (Personal Space) ซึ่งเป็นภาษาท่าทางที่ผู้อื่นสามารถรับรู้ได้ หลุย จำปาเทศ (2526) ได้เสนอเทคนิคการสนทนาไว้ 4 ประการคือ
                   1. สร้างให้เกิดความอบอุ่น (Rapport) เป็นลักษณะหนึ่งของการแสดงน้ำใจโดยสามารถกระทำได้ 3 ประการคือ
                             1.1 การสร้างกับตัวผู้ฟัง คือ ใช้คำพูด สายตา หรือกิริยาท่าทางในทางบวก เช่นการยิ้มแย้มแจ่มใสทั้งสายตาและท่าทาง คำพูด การเอามือแตะไหล่ จับแขน จับมือ เป็นต้น
                             1.2 การสร้างกับสิ่งของ เช่น ชมเชยสิ่งของของเขา ชมว่าซื้อของมาราคาถูก ชมว่าตุ้มหูสวย ชมว่าบ้านสะอาด เป็นต้น
                             1.3 การสร้างกับครอบครัว เช่น ลูกคนโตเรียนเก่งนะ พ่อเป็นคนที่รับผิดชอบมาก ลูก ๆ รักแม่ทุกคนเลย เป็นต้น
                   2. การเสริมทักษะในการถาม (Asking skill) มีเทคนิคดังนี้
                             2.1 ถามสิ่งที่เขาเด่น คือ ถามในเรื่องที่เขามีความสามารถเช่น เขาเก่งคอมพิวเตอร์ ก็สอบถามเรื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
                             2.2 ถามสิ่งที่เขาชอบ เช่น ถามเรื่องการเลี้ยงกล้วยไม้ ที่เขาชอบ
                             2.3 ถามเกี่ยวกับสิ่งแปลกใหม่ เช่น ระยะเลือกตั้งก็คุยเรื่องเลือกตั้ง 
                             2.4 ถามเพื่อให้เขาระบายทุกข์ เช่น เขาอึดอัดเรื่องรถติด ก็เปิดโอกาสให้ระบาย
                   3. การเสริมทักษะในการฟัง (Listening skill) มีเทคนิคดังนี้
                             3.1 เงียบ (Silence) เพื่อให้เกียรติผู้พูด
                             3.2 ผงกศีรษะ (Headnod) แบบหนึ่งครึ่งหรือสองครึ่ง เพื่อแสดงว่าเราตั้งใจฟังและรับรู้สิ่งที่เขาพูดหรือแสดงว่าเห็นด้วย
                             3.3 ออกเสียงรับ (Hm, hm) หรือ อึม.. อ๋อ..
                             3.4 ใช่ ครับ ค่ะ (Yes, Right, No) เพื่อยืนยันความเห็น
                             3.5 แสดงความรู้สึกประกอบ เช่นเรื่องตลกก็ขำบ้าง เรื่องเศร้าก็แสดงสีหน้า เรื่องร้ายแรงก็แสดงอาการกังวลใจ เป็นต้น
                   4. การทวนคำพูด (Restatement) เพื่อให้รู้ว่าสนใจเนื้อหาโดยตลอด โดย
                             4.1 ทวนทุกคำ
                             4.2 ทวนทุกคำแต่เปลี่ยนสรรพนาม
                             4.3 ทวนเฉพาะคำสำคัญ ๆ ท้ายประโยค
 
          4. พัฒนาทักษะในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ 
                   1.ใช้หลักธรรมดังต่อไปนี้
                             1.1 พรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย
                             - เมตตา คือ การมีเมตตาจิต คิดที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข
                             - กรุณา   คือ คิดเอ็นดูจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
                             - มุทิตา   คือ มีความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
                             - อุเบกขา คือ การวางตัวเป็นกลาง ไม่ลำเอียง
                             1.2 อิทธิบาท 4 ประกอบด้วย
                             - ฉันทะ คือ ความพอใจในสิ่งที่พบเห็นและมีอยู่
                             - วิริยะ คือ ใช้ความพยายามทำให้สำเร็จ
                             - จิตตะ คือ ให้ความสนใจกับสิ่งนั้น
                             - วิมังสา คือ มุ่งทำด้วยปัญญาและความคิดรอบคอบ
                             1.3 สังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย
                             - ทาน คือ การแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่น
                             - ปิยวาจา คือ การเจรจาไพเราะอ่อนหวาน
                             - อัตถจริยา คือ การปฏิบัติตนเป็นประโยชน์เกื้อกูลกัน
                             - สมานัตตา คือ การวางตัวสม่ำเสมอและทำให้เข้ากับคนทั้งหลายได้
 
          2. ใช้เทคนิคบัญญัติ 10 ประการคือ
                   1. มีความจริงใจ
                   2. ตระหนักว่า I am OK You are OK
                   3. หลีกเลี่ยงการพูดตำหนิตัวบุคคล
                   4. ถ้าผิดจงสารภาพ
                   5. ตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนรักตัวเอง
                   6. หลีกเลี่ยงการโต้แย้ง
                   7. รู้จักยิ้ม
                   8. รู้จักชมเชย
                   9. รู้จักเทคนิคการฟัง
                   10.ตระหนักว่าคำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญ      
 
หลักการเข้าใจผู้อื่น      “เขามีส่วน             เลวบ้าง              ช่างหัวเขา
                              จงเลือกเอา           ส่วนดี                เขามีอยู่
                              เป็นประโยชน์       โลกบ้าง             ยังน่าดู
                              ส่วนที่ชั่ว              อย่าไปรู้             ของเขาเลย
                              จะหาคน              มีดี                             โดยส่วนเดียว
                              อย่ามัวเที่ยว          ค้นหา                สหายเอย
                              เหมือนเที่ยวหา                หนวดเต่า          ตายเปล่าเอย”
(จากข้อเขียนของท่านพุทธทาส)
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บทความดีๆ จากดีโฟ
- Core Value : It's not easy (ค่านิยมองค์กร สร้างไม่ง่ายและต้องใช้เวลา) ตอนที่ 2 โดย นพพล นพรัตน์
- Core Value : It's not easy (ค่านิยมองค์กร สร้างไม่ง่ายและต้องใช้เวลา) ตอนที่ 1 โดย นพพล นพรัตน์
- Smart Officer ( พนักงานแบบนี้ที่องค์กรต้องการ )ตอนที่ 2 โดย นพพล นพรัตน์
- Smart Officer ( พนักงานแบบนี้ที่องค์กรต้องการ ) ตอนที่ 1 โดย นพพล นพรัตน์
- 10 Leadership Syndromes (อาการบกพร่องทางภาวะผู้นำ 10 ประการ) โดย นพพล นพรัตน์
- ขั้นตอนการสร้างผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศให้กับทีมงาน ตอนที่่ 2 โดย อ. นพพล นพรัตน์
- ขั้นตอนการสร้างผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศให้กับทีมงาน ตอนที่ 1 โดย อ. นพพล นพรัตน์
- 9 ปฏิกิริยาเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง (3) โดย อ.นพพล นพรัตน์
- 9 ปฏิกิริยาเมื่อเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง (2) โดย อ.นพพล นพรัตน์
- 9 ปฏิกิริยาเมื่อเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง (1) โดย อ.นพพล นพรัตน์
ดูทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 1
ชื่อ : สุพัตรา วันดี   E-mail : supatter_wandee@hotmail.com    วันที่ : 23 ตุลาคม 2556 10:42 น.
IP : 101.51.84.XXX

  แสดงความคิดเห็น

ตัวหนา ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ตัวขีดกลาง ชิดซ้าย กึ่งกลาง ชิดขวา รูปภาพ ลิ้งก์ ขนาดต้วอักษร สีต้วอักษร

ชื่อ: *
E-mail : *
ไม่ต้องการแสดง Email
รหัสตรวจสอบ : Security Image
* กรุณากรอกรหัสที่อยู่ในรูป

Engine by MAKEWEBEASY